อาทิตย์อุทัยของเด็ก(วิศวะ)ไทย

ตั๋ง-วศิน ตู้จินดา ชื่อนี้อาจเคยคุ้นหูใครหลายๆ คนเมื่อนานมาแล้ว เด็กหนุ่มมัธยมที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ Japan Aerospace Exploration Agency (JAXA) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการเฟ้นหาเยาวชนไทยที่มีความสามารถส่งผลงานวิจัยขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ มาถึงวันนี้เขาโตขึ้นกลายมาเป็นหนุ่มวิศวกรอนาคตไกล ทำงานอยู่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาในงานอุตสาหกรรมอาหาร  ณ โรงงานแห่งหนึ่ง

1941324_875117432532137_3693679378885709188_o

เล่าเรื่อง เรื่องเล่า

ผมเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบและได้ทุนของ สวทช. ตั้งแต่ตอนนั้น พอหลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่สามผมไปต่อโรงเรียนมัธยมปลายที่ตอนนั้นมีชื่อว่าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นโรงเรียนต้นแบบที่สอนให้เด็กเป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะเน้นทั้งวิทยาศาสตร์และวิศวะไปพร้อมๆ กัน ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าวิศวกรคือใคร ทำอะไร ต้องเรียนอะไรบ้าง แต่ตอนเด็กๆ ชอบวิทยาศาสตร์ เลยอยากเรียนทางด้านนี้ อยากศึกษา ในช่วงใกล้เรียนจบมัธยมปลายผมก็เริ่มชัดเจนในตัวเองแล้วว่าอยากเป็นวิศวกร

ผมเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศอย่างเดียวเลย โดยไม่ได้เลือกมหาวิทยาลัยที่ไทยไว้สักที่ ซึ่งผมก็สอบติดในหลายๆ มหาวิทยาลัยที่สอบไว้ ผมเลือกสอบวิศวะเครื่องกลเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นความชอบส่วนตัวแบบที่เด็กผู้ชายชอบ อารมณ์ประมาณว่าอยากทำรถแข่ง (ยิ้ม) ก็เลือกไว้ในใจแล้วว่าอยากเรียนที่อังกฤษและสอบติดแล้ว แต่ช่วงโค้งสุดท้ายผมไปสอบที่ญี่ปุ่นไว้ด้วย แล้วปรากฏว่าติด แต่ว่าที่นี่จะเป็นวิศวะเคมี มันจะเป็นเคมีเชิงวิจัย เช่นวิจัยยา เหมือนวิศวกรโมเลกุล หรืองานที่เรียกว่า Physical Chemistry มีการใช้เครื่องเร่งอานุภาค หรือสร้างเซนเซอร์ตรวจจับเชื้อต่างๆ ซึ่งมันจะแตกต่างจากภาพวิศวกรทั่วไปที่เราเห็นหรือคุ้นเคย

และตอนมัธยมปลายผมเกลียดเคมีมาก รู้สึกว่าตัวเองมีทัศนคติที่ไม่ดีกับเคมี ดังนั้นผมเลยตัดสินใจไปเรียนเคมี (ฮาๆ) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนั้นได้คุยกับใครหลายๆ คน แล้วเราก็จะเห็นว่ามีแต่คนเลือกที่จะเรียนหรือทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ไม่ได้เลือกจะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้จริงๆ ผมจึงเลือกไปเรียนวิชาที่ผมอ่อนที่สุด

เมืองอาทิตย์อุทัย

ตอนเรียนปีหนึ่งเขาจะให้เราอยู่หอในมหาวิทยาลัย แล้วขนาดห้องเล็กมาก มีเตียงหนึ่งเตียง มีห้องครัว ห้องน้ำ เวลาผมนอนผมต้องนอนเป็นเส้นทแยง เพราะไม่งั้นขาจะเลย (ฮาๆๆ)

ผมไม่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่น เพราะผมเลือกลงหลักสูตรภาษาอังกฤษ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะรอดจากภาษาญี่ปุ่นนะ ลำบากอยู่เหมือนกัน ญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันเราก็ว่ายากแล้ว ญี่ปุ่นในงานวิชาการยิ่งยากเข้าไปอีก

พอเข้าไปปีแรกก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้สึกเลยว่ายาก เพราะหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาษา สถานที่ สาขาวิชา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสาขาวิชาที่เราไม่ได้อยากเรียนแต่แรก แต่พอปรับตัวได้ทุกอย่างก็โอเค เข้าที่เข้าทาง

อีกมุมมอง

การเรียนที่ญี่ปุ่นจะแตกต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะนั่งฟังเลคเชอร์เยอะ แล้วก็ทำการบ้านส่ง บางทีจนปีสี่แล้วเรายังนั่งฟังเลกเชอร์กันอยู่เลย แต่ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่ สำหรับของผมนะ เพราะผมเก็บรายวิชาของผมหมดตั้งแต่ปีสามเทอมหนึ่ง พอขึ้นเทอมสองเป็นต้นไป ผมก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ทำงานในห้องปฏิบัติการอย่างเดียว เช้ามาก็ไปห้องแล็บ ทำงานนั่นนี่ของตัวเองไป มันคือประสบการณ์ของการทำงาน ซึ่งที่ญี่ปุ่นเขาจะเตรียมเรา ให้เราสามารถทำงานได้จริงเมื่อเรียนจบ

เดินทางครั้งนี้ได้หรือเสียอะไร

ในชีวิตเราทุกคนถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา มันมีการตัดสินใจที่เราจะรู้สึกเสียดาย และการตัดสินใจที่เราจะรู้สึกขอบคุณอยู่ตลอดเวลา มันเลยเป็นคำถามที่ตอบยากสำหรับผม แต่ที่แน่ๆ คือถ้าเราไม่ผ่านตรงนั้นมา ทุกวันนี้เราก็คงไม่เป็นแบบนี้

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *