เส้นทางสายใหม่ของเด็กปรัชญา เชอร์รี่ – สิริพร อรุณแสงสุรีย์

 

 

เมื่อพูดถึงความเท่าเทียม เรามักถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นว่าโลกนี้มันมีความเท่าเทียมกันจริงๆ หรือ แล้วเรื่องก็จบอยู่แค่นั้น แต่ยังมีอีกหลายคนที่ให้ความสนใจจริงจังกับเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือเชอร์รี่ – สิริพร อรุณแสงสุรีย์ เมื่อจบจากการเป็นเด็กปรัชญาจุฬา เชอร์รี่จึงบินลัดฟ้าไปเรียนที่อังกฤษ ตัดสินใจเรียนต่อสาขา Gender and Women’s Studies คณะ Faculty of Arts and Social Sciences, Department of Sociology มหาวิทยาลัย Lancaster University พร้อมกันนั้นก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับมาสานต่อเรื่องราวความเท่าเทียมกันในด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้นเท่าที่กำลังของเธอมี

img_6362

จากปรัชญาสู่เพศสภาพ

ตอนแรกเราเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกปรัชญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนที่เรียนมันจะมีตัวหนึ่งที่เป็นปรัชญาผู้หญิง ปรัชญาสตรี เรียนเกี่ยวกับแนวคิดในช่วง feminist movement เนื้อหาก็จะเล่าว่าสตรีนิยมมันเป็นยังไง  มันเปลี่ยนสังคมยังไงหรือมีแนวคิดเป็นยังไง เราก็เริ่มมีความสนใจตั้งแต่ตอนนั้น

พอเรียนจบมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราได้เข้าไปทำงานเกี่ยวกับสังคม เลยรู้สึกว่าเรื่องด้านนี้ในสังคมไทยยังไม่ค่อยมีใครที่เรียนรู้กับมันอย่างจริงจัง อย่างพวกนโยบาย สังคม หรือรัฐบาลก็ยังไม่ได้มุ่งไปแตะเรื่องนี้จริงๆ สุดท้ายเราก็ตัดสินใจไปต่อยอดในเรื่องนี้

แลงคาสเตอร์

ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเป็นเมืองที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยรู้จักเท่าไร เมืองอยู่ติดทะเล จริงๆ ก็เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆ กับแมนเชสเตอร์นั้นแหละ เมืองนี้ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก มีเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ เมืองก็จะเขียวๆ มีแกะเต็มไปหมด อากาศบริสุทธิ์มาก ซึ่งเราชอบ แต่ถ้าคนที่ชอบความเป็นเมือง ก็อาจจะไม่ชอบที่นี่ แต่คือตัวเมืองของเมืองนี้มันมีทุกอย่างนะ มีโรงหนัง มีที่ให้ช็อปปิ้ง มีบาร์ ทุกอย่างครบ แต่ถ้าคนที่ชอบสังคมเมืองก็อาจจะเหงาได้

ปรับตัวกับชั้นเรียน

ช่วงแรกๆ มันก็ต้องมีการปรับตัวเป็นธรรมดา และด้วยความที่คลาสเราไม่มีคนเอเชียเลย คนอื่นเป็นยุโรป แอฟริกัน อเมริกัน  ทุกคนมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เวลาที่เราคุยกับเพื่อนตัวต่อตัวเราจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าคุยกันเป็นกลุ่มเมื่อไหร่นะ จะเกิดภาวะแบบ… อะไรนะๆๆ คือยังฟังไม่ทันในช่วงแรกๆ (ฮาๆๆ) เรื่องความเป็นอยู่ก็โอเค ไม่มีปัญหา ถ้าจะยากก็เป็นเรื่องเรียนมากกว่า

สาขาที่เราไปเรียน เราจำเป็นต้องมีพื้นฐานในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้เน้นตรงนี้มาก ทุกอย่างที่ เป็นพื้นฐานจะอยู่แค่ในครึ่งชั่ว โมงแรกของการเรียน  และนอกนั้นทุกอย่างคือทฤษฎีใหม่ หมายถึงว่าทฤษฎีในการทำวิจัย แล้วหลังจากนั้นก็คือการเอาไปประยุกต์กับเหตุการณ์ปัจจุบัน เหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหาเรื่องผู้หญิง LGBTQI ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ คือสิ่งที่เรียนมาเราต้องเอาไปประยุกต์กับสิ่งเหล่านั้นหมดเลย

img_6755

ตัวอย่างเนื้อหา

เขาจะสอนเรื่องเพศสภาพที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง เช่นมีวิชาหนึ่งสอนเรื่อง Gender and Language (เพศสภาพและภาษา) เขาชี้ให้เราเห็นการใช้ภาษาในสื่อ การใช้ภาษาในหนังสือเด็ก การใช้ภาษาใน textbook หรือแม้แต่การใช้ภาษาในกลุ่มเวลาคุยกัน ดูว่ามันสัมพันธ์กันยังไง ยกตัวอย่างเช่น หนังสือเด็ก ก็ดูว่ามันมีการแบ่ง gender binary อยู่ในนั้นหรือเปล่า  ดูคำพูด ดูเนื้อหา คือทุกอย่างมันแฝงความต้องการที่จะให้ความเท่าเทียมทางเพศมันอยู่ในนั้น ต่างประเทศเขาทำกันตั้งแต่ตรงนี้ ตั้งแต่เด็กเกิดมา หนังสือที่ใช้ทุกอย่างมันผลักดันให้ไม่มีการแบ่งเพศ ทุกอย่างมันคือเท่ากัน

แต่เอาจริงๆ ต่างประเทศเขาก็ยังต้องต่อสู้เรื่องพวกนี้อยู่ เพราะก็ยังมีคนไม่เห็นด้วยอยู่เยอะ ไม่ใช่ว่าเขาจะเท่าเทียม 100% ที่วิชานี้ยังมีอยู่ได้ ยังมีคนสนใจอยู่ ก็เพราะปัญหาเหล่านี้มันยังไม่จบ ถ้าเมื่อไรที่มันไม่มีปัญหาคนก็จะเริ่มไม่ค่อยสนใจ

ก่อนเราไปเรียนเรามีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่ากลับมาเราอยากทำอะไรต่อ อยากให้สิ่งไหนเกิด อยากให้สิ่งไหนหมดไป เราเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นปัญหาเหล่านี้คลี่คลายลง (ยิ้ม) และเราดีใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่จะดีขึ้นในอนาคต

 

ขอบคุณบทความดีดี จาก นิตยสารJuzz

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *